วิธีอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษ: เดาการออกเสียงจากตัวสะกด

On this page
- การสะกดภาษาอังกฤษเดาได้แค่ไหน
- ตัว e ท้ายคำ ยืดสระข้างหน้า
- ตัว c กับตัว g: นุ่มหรือแข็ง ขึ้นกับตัวที่ตามหลัง
- คำต่อท้ายดึง stress ไปที่อื่น
- คำต่อท้ายที่กำหนดวิธีอ่านเอง
- คู่สระ จุดที่กฎหลวมที่สุด
- กลุ่ม ough จุดที่ต้องท่อง
- ท้าย -ed กับท้าย -s อ่านตามเสียงข้างหน้า
- คำที่ตัวหนังสือหลอก
- เดาเสร็จก็ต้องฟังถึงจะรู้ว่าถูก
- คำถามที่พบบ่อย
ภาษาไทยเขียนยังไง อ่านอย่างนั้น คำว่า "เชี่ยวชาญ" อ่านได้ทางเดียว และคุณไม่เคยต้องเปิดพจนานุกรมเพื่อฟังว่าคำภาษาไทยใหม่ออกเสียงยังไง นิสัยนั้นตามคุณไปถึงภาษาอังกฤษ แล้วเจอ colonel ก็พังเลย
เรื่องที่เกิดบ่อยที่สุดเป็นแบบนี้ คุณอ่านคำในตำราได้ เข้าใจความหมาย ใช้เวลาเขียน แต่ในหัวคุณมันมีวิธีอ่านที่คุณสร้างขึ้นเองจากตัวหนังสือ พอได้ยินใครพูดคำนั้นถูกๆ คุณไม่รู้จัก คำศัพท์มี แต่หูไม่มี
การสะกดภาษาอังกฤษไม่สม่ำเสมอ แต่ก็ไม่ใช่การจับฉลาก มีชั้นกฎที่มั่นคงพอจะสอนได้ และรู้กฎพวกนี้แล้ว เจอคำแปลกๆ คุณเดาวิธีอ่านที่สมเหตุสมผลได้ แทนที่จะนิ่งทื่อหรืออ่านตามแบบภาษาไทย บทความนี้รวมกฎพวกนั้นไว้ พร้อมตัวอย่างจริงและสัญลักษณ์ IPA และบอกตรงๆ ว่าจุดไหนกฎใช้ไม่ได้
- การสะกดภาษาอังกฤษเดาได้แค่ไหน
- ตัว e ท้ายคำ ยืดสระข้างหน้า
- ตัว c กับตัว g: นุ่มหรือแข็ง ขึ้นกับตัวที่ตามหลัง
- คำต่อท้ายดึง stress ไปที่อื่น
- คำต่อท้ายที่กำหนดวิธีอ่านเอง
- คู่สระ จุดที่กฎหลวมที่สุด
- กลุ่ม ough จุดที่ต้องท่อง
- ท้าย -ed กับท้าย -s อ่านตามเสียงข้างหน้า
- คำที่ตัวหนังสือหลอก
- เดาเสร็จก็ต้องฟังถึงจะรู้ว่าถูก
- คำถามที่พบบ่อย
การสะกดภาษาอังกฤษเดาได้แค่ไหน
การสะกดภาษาอังกฤษแทบจะค้างอยู่ตั้งแต่ยุคเครื่องพิมพ์ แต่การออกเสียงยังเดินต่อไปอีกหลายร้อยปี นั่นคือต้นเหตุของความเพี้ยนระหว่างตัวหนังสือกับเสียง และ บทความเรื่องตัวอักษรเงียบในภาษาอังกฤษ มีส่วนประวัติศาสตร์ครบถ้วนถ้าคุณอยากรู้
ส่วนที่เหลือยังมีระบบ กฎในบทความนี้ไม่ทำงานระดับตัวอักษรทีละตัว แต่ทำงานระดับ ตำแหน่ง กับ คำต่อท้าย: ตัว c อยู่หน้าตัวอะไร ตัว e อยู่ตรงไหนในคำ คำลงท้ายด้วยกลุ่มไหน เรียนตามตำแหน่งแล้ว กฎหนึ่งข้อครอบคลุมหลายร้อยคำพร้อมกัน แลกกับนั้น ไม่มีกฎไหนที่นี่ถูกสมบูรณ์ ดังนั้นให้ถือแต่ละข้อเป็นสมมติฐานที่ต้องยืนยันอีกครั้ง
การออกเสียงในบทความนี้ใช้สำเนียงอังกฤษแบบอังกฤษเป็นค่าเริ่มต้น จุดไหนที่สำเนียงอเมริกันต่างชัดก็มีหมายเหตุ ถ้าสัญลักษณ์ IPA ยังแปลกสำหรับคุณ บทความออกเสียงภาษาอังกฤษ มีตาราง IPA ครบและรายการเสียงที่คนไทยมักออกเสียงผิด
ตัว e ท้ายคำ ยืดสระข้างหน้า
กฎนี้ควรจำก่อน เพราะมันกระทบคำพื้นฐานที่สุด ตัว e ท้ายคำไม่ได้ออกเสียง แต่มันเปลี่ยนสระข้างหน้าจากเสียงสั้นเป็นเสียงยาวหรือสระคู่
| ไม่มี e ท้าย | การออกเสียง | มี e ท้าย | การออกเสียง |
|---|---|---|---|
| mad | /mæd/ | made | /meɪd/ |
| hop | /hɒp/ | hope | /həʊp/ |
| bit | /bɪt/ | bite | /baɪt/ |
| cut | /kʌt/ | cute | /kjuːt/ |
| tap | /tæp/ | tape | /teɪp/ |
| pin | /pɪn/ | pine | /paɪn/ |
| not | /nɒt/ | note | /nəʊt/ |
| plan | /plæn/ | plane | /pleɪn/ |
| rob | /rɒb/ | robe | /rəʊb/ |
| hug | /hʌɡ/ | huge | /hjuːdʒ/ |
ข้อผิดพลิกกลับก็พบบ่อย: เห็นตัว e แล้วพยายามออกเสียงมัน คำหนึ่งพยางค์เลยถูกยืดเป็นสอง made มีแค่หนึ่งพยางค์ /meɪd/
แล้วก็ถึงจุดที่กฎหลุด มีกลุ่มคำที่พบบ่อยมาก ท้ายด้วยตัว e แต่สระข้างหน้ายังสั้น
| คำ | การออกเสียง | ทำไมถึงมีตัว e |
|---|---|---|
| have | /hæv/ | ภาษาอังกฤษไม่ลงท้ายคำด้วยตัว v |
| give | /ɡɪv/ | เหตุผลเดียวกับ have |
| live (คำกริยา) | /lɪv/ | เหตุผลเดียวกัน และต่างจากคำคุณศัพท์ live /laɪv/ |
| love | /lʌv/ | เหตุผลเดียวกัน |
| glove | /ɡlʌv/ | เหตุผลเดียวกัน |
| come | /kʌm/ | คำโบราณ สระหดสั้นมานานแล้ว |
| some | /sʌm/ | อยู่กลุ่มเดียวกับ come |
| done | /dʌn/ | อยู่กลุ่มเดียวกับ come |
| gone | /ɡɒn/ | อยู่กลุ่มเดียวกับ come |
| one | /wʌn/ | ยังมีเสียง /w/ ที่ไม่มีในตัวหนังสือ |
กลุ่มลงท้าย -ve มีเหตุผลชัดและใช้เป็นกฎย่อยได้: ภาษาอังกฤษไม่เขียนคำลงท้ายด้วยตัว v ดังนั้นตัว e ตรงนั้นเป็นแค่ตัวเติม กลุ่ม come, some, done, gone ต้องจำแยก แต่เป็นคำที่คุณเจอทุกวัน
ตัว c กับตัว g: นุ่มหรือแข็ง ขึ้นกับตัวที่ตามหลัง
ตัว c กับตัว g แต่ละตัวมีสองวิธีอ่าน และตัวอักษรที่อยู่ถัดไปทันทีเป็นตัวตัดสิน อยู่หน้า e, i, y อ่านนุ่ม อยู่หน้า a, o, u หรือพยัญชนะ อ่านแข็ง
| ตัว | อ่านเป็น | เมื่อไหร่ | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|---|
| c นุ่ม | /s/ | หน้า e, i, y | city /ˈsɪti/, cell /sel/, cycle /ˈsaɪkl/, circle /ˈsɜːkl/, decide /dɪˈsaɪd/ |
| c แข็ง | /k/ | หน้า a, o, u หรือพยัญชนะ | cat /kæt/, cold /kəʊld/, cup /kʌp/, class /klɑːs/, cream /kriːm/ |
| g นุ่ม | /dʒ/ | หน้า e, i, y | gym /dʒɪm/, giant /ˈdʒaɪənt/, gentle /ˈdʒentl/, energy /ˈenədʒi/, engine /ˈendʒɪn/ |
| g แข็ง | /ɡ/ | หน้า a, o, u หรือพยัญชนะ | game /ɡeɪm/, go /ɡəʊ/, gun /ɡʌn/, glass /ɡlɑːs/, green /ɡriːn/ |
| g แข็ง ข้อยกเว้น | /ɡ/ | หน้า e, i ทั้งที่กฎบอกนุ่ม | get /ɡet/, girl /ɡɜːl/, give /ɡɪv/, gift /ɡɪft/, begin /bɪˈɡɪn/, together /təˈɡeðə/ |
| cc | /ks/ | ตัว c หลังอยู่หน้า e หรือ i | accept /əkˈsept/, accident /ˈæksɪdənt/, success /səkˈses/ |
กับตัว c กฎนี้มีข้อยกเว้นน้อยมาก ใช้เป็นหลักได้ กับตัว g หลุดมากกว่า และน่าขันที่กรณีหลุดเป็นคำใช้บ่อยทั้งนั้น วิธีจัดการจริงคือถือ c เป็นกฎ ส่วน g เป็นกฎพร้อมรายการข้อยกเว้นสั้นๆ ที่ต้องจำ
แถวสุดท้ายของตารางมักถูกมองข้าม: ตัว c สองตัวติดกัน ตัวหลังอยู่หน้า e หรือ i ให้อ่านทั้งคู่ ตัวแรกแข็ง ตัวหลังนุ่ม ดังนั้น accept มีทั้ง /k/ และ /s/
คำต่อท้ายดึง stress ไปที่อื่น
ภาษาไทยออกเสียงพยางค์เกือบเท่ากัน แต่ละพยางค์มีวรรณยุกต์ของตัวเอง และไม่มีพยางค์ไหนถูกกลืน ภาษาอังกฤษทำต่างออกไป: พยางค์หนึ่งเน้นชัด พยางค์ที่เหลือหดลง และสระของพวกมันมักร่วงไปเป็น /ə/ คนไทยชินกับการอ่านเท่ากัน พอฟังจึงไม่รู้จักคำที่ตัวเองรู้จัก
stress ก็ไม่ยืนอยู่ที่เดิมในครอบคำ เติมคำต่อท้ายเข้าไปมันก็ย้าย และรูปเสียงของคำเปลี่ยนตาม คำ photograph คือ /ˈfəʊtəɡrɑːf/ เน้นพยางค์แรก คำ photographer คือ /fəˈtɒɡrəfə/ เน้นพยางค์ที่สอง และสระต้นหดลงเป็น /ə/ จางๆ คำ photographic คือ /ˌfəʊtəˈɡræfɪk/ เน้นพยางค์ที่สาม สามคำรากเดียวกัน สามจุดเน้น และเวลาฟังฟังเหมือนสามคำที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
กฎสรุปได้: คำต่อท้าย -ic, -ical, -ity, -tion, -sion, -ial, -ian, -graphy, -logy ดึง stress ไปที่พยางค์ที่อยู่ถัดหน้าพอดี
| คำราก | การออกเสียง | คำที่มีคำต่อท้าย | การออกเสียง |
|---|---|---|---|
| photograph | /ˈfəʊtəɡrɑːf/ | photographic | /ˌfəʊtəˈɡræfɪk/ |
| atom | /ˈætəm/ | atomic | /əˈtɒmɪk/ |
| drama | /ˈdrɑːmə/ | dramatic | /drəˈmætɪk/ |
| science | /ˈsaɪəns/ | scientific | /ˌsaɪənˈtɪfɪk/ |
| strategy | /ˈstrætədʒi/ | strategic | /strəˈtiːdʒɪk/ |
| educate | /ˈedʒukeɪt/ | education | /ˌedʒuˈkeɪʃn/ |
| compete | /kəmˈpiːt/ | competition | /ˌkɒmpəˈtɪʃn/ |
| inform | /ɪnˈfɔːm/ | information | /ˌɪnfəˈmeɪʃn/ |
| able | /ˈeɪbl/ | ability | /əˈbɪləti/ |
| active | /ˈæktɪv/ | activity | /ækˈtɪvəti/ |
| electric | /ɪˈlektrɪk/ | electricity | /ɪˌlekˈtrɪsəti/ |
| politics | /ˈpɒlətɪks/ | political | /pəˈlɪtɪkl/ |
| history | /ˈhɪstri/ | historical | /hɪˈstɒrɪkl/ |
| biology | /baɪˈɒlədʒi/ | biological | /ˌbaɪəˈlɒdʒɪkl/ |
ข้อยกเว้นที่ควรจำกับ -ic คือ Arabic, politics, arithmetic และ lunatic คำพวกนี้เก็บ stress ไว้ด้านหน้า ไม่ย้ายมาหน้าคำต่อท้าย
stress ยังมีอีกแบบหนึ่ง ระหว่างคำนามกับคำกริยาที่เขียนเหมือนกัน เช่น record หรือ export แบบนั้นมีตารางแยกใน บทความออกเสียงภาษาอังกฤษ ส่วนเรื่องพยางค์ที่ไม่เน้นหดลงแค่ไหนเวลาพูดเร็ว อยู่ใน connected speech
คำต่อท้ายที่กำหนดวิธีอ่านเอง
ท้ายคำบางแบบอ่านเหมือนกันทุกคำที่มีมัน จำประมาณเจ็ดท้ายด้านล่างนี้ คุณจัดการส่วนท้ายของคำยาวๆ ได้มาก และคำยาวคือจุดที่ผู้เรียนมักสะดุดที่สุด
| ท้าย | อ่านเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| -tion | /ʃən/ | nation /ˈneɪʃn/, information /ˌɪnfəˈmeɪʃn/, attention /əˈtenʃn/ |
| -sion หลังสระ | /ʒən/ | decision /dɪˈsɪʒn/, television /ˈtelɪvɪʒn/, confusion /kənˈfjuːʒn/, occasion /əˈkeɪʒn/ |
| -sion หลังพยัญชนะ | /ʃən/ | tension /ˈtenʃn/, mission /ˈmɪʃn/, discussion /dɪˈskʌʃn/, expression /ɪkˈspreʃn/ |
| -stion | /stʃən/ | question /ˈkwestʃən/, suggestion /səˈdʒestʃən/ |
| -ture | /tʃə/ | picture /ˈpɪktʃə/, future /ˈfjuːtʃə/, culture /ˈkʌltʃə/, temperature /ˈtemprətʃə/ |
| -sure หลังสระ | /ʒə/ | measure /ˈmeʒə/, pleasure /ˈpleʒə/, treasure /ˈtreʒə/ |
| -sure หลังพยัญชนะ | /ʃə/ | pressure /ˈpreʃə/ |
ท้าย -sion มีสองวิธีอ่าน แยกได้จากตัวที่อยู่ถัดหน้าทันที: หลังสระคือ /ʒən/ หลังพยัญชนะคือ /ʃən/ คู่ -sure แบ่งตาม logic เดียวกัน

| ท้าย | อ่านเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| -ous | /əs/ | famous /ˈfeɪməs/, nervous /ˈnɜːvəs/, dangerous /ˈdeɪndʒərəs/, obvious /ˈɒbviəs/, enormous /ɪˈnɔːməs/ |
| -cious, -tious | /ʃəs/ | delicious /dɪˈlɪʃəs/, ambitious /æmˈbɪʃəs/ |
| -age (คำรากอังกฤษ) | /ɪdʒ/ | village /ˈvɪlɪdʒ/, message /ˈmesɪdʒ/, package /ˈpækɪdʒ/, manage /ˈmænɪdʒ/, average /ˈævərɪdʒ/ |
| -age (คำยืมจากฝรั่งเศส) | /ɑːʒ/ | massage /ˈmæsɑːʒ/, collage /ˈkɒlɑːʒ/, sabotage /ˈsæbətɑːʒ/ |
ท้าย -ous อ่านเบาๆ จางเป็น /əs/ ไม่เคยออกเป็น /aʊs/ ข้อผิดพบบ่อยและเข้าใจได้ เพราะกลุ่ม ou ที่อื่นเป็น /aʊ/ จริงๆ
ท้าย -ate ต้องดูชนิดคำถึงจะอ่านถูก เขียนเหมือนกัน คำนามกับคำคุณศัพท์อ่าน /ət/ คำกริยาอ่าน /eɪt/
| คำ | คำนามหรือคำคุณศัพท์ | คำกริยา | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| separate | /ˈseprət/ | /ˈsepəreɪt/ | แยกกัน แยกออก |
| graduate | /ˈɡrædʒuət/ | /ˈɡrædʒueɪt/ | ผู้จบการศึกษา จบการศึกษา |
| estimate | /ˈestɪmət/ | /ˈestɪmeɪt/ | การประมาณการ ประมาณการ |
| moderate | /ˈmɒdərət/ | /ˈmɒdəreɪt/ | ปานกลาง ควบคุม |
| appropriate | /əˈprəʊpriət/ | /əˈprəʊprieɪt/ | เหมาะสม ยึดมาใช้ |
| duplicate | /ˈdjuːplɪkət/ | /ˈdjuːplɪkeɪt/ | สำเนา ทำซ้ำ |
| delegate | /ˈdelɪɡət/ | /ˈdelɪɡeɪt/ | ตัวแทน มอบอำนาจ |
| deliberate | /dɪˈlɪbərət/ | /dɪˈlɪbəreɪt/ | ตั้งใจ พิจารณาอย่างรอบคอบ |
ประโยค "We need to separate the two files" กับประโยค "They are separate files" เขียน separate เหมือนกันแต่อ่านต่างกัน ทางกลับก็ช่วยหูคุณ: ฟังได้ /ˈsepəreɪt/ คือคำกริยา ฟังได้ /ˈseprət/ คือคำคุณศัพท์
คู่สระ จุดที่กฎหลวมที่สุด
สระสองตัวอยู่ติดกันเป็นจุดที่ภาษาอังกฤษเละที่สุด กลุ่มหนึ่งออกเสียงได้สามสี่แบบ และตัวหนังสือไม่ให้เบาะแสเลย วิธีเรียนที่ใช้ได้จริงคือจำรายการความเป็นไปได้ แล้วผูกแต่ละแบบกับคำที่คุณรู้จักอยู่แล้ว
| กลุ่ม | อ่านเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| ea | /iː/ | eat /iːt/, team /tiːm/, speak /spiːk/, season /ˈsiːzn/ |
| ea | /e/ | bread /bred/, head /hed/, ready /ˈredi/, weather /ˈweðə/, health /helθ/ |
| ea | /eɪ/ | great /ɡreɪt/, break /breɪk/, steak /steɪk/ |
| ea หน้า r | /ɜː/ | learn /lɜːn/, earth /ɜːθ/, early /ˈɜːli/ |
| ee | /iː/ | see /siː/, meet /miːt/, three /θriː/, green /ɡriːn/, sleep /sliːp/ |
| oo | /ʊ/ | book /bʊk/, look /lʊk/, good /ɡʊd/, foot /fʊt/, cook /kʊk/ |
| oo | /uː/ | food /fuːd/, moon /muːn/, school /skuːl/, tooth /tuːθ/, choose /tʃuːz/ |
| oo | /ʌ/ | blood /blʌd/, flood /flʌd/ |
| oo หน้า r | /ɔː/ | door /dɔː/, floor /flɔː/ |
กลุ่ม ee มั่นคงกว่าที่เหลือมาก อ่าน /iː/ ในคำใช้บ่อยเกือบทั้งหมด กลุ่ม ea มีสามวิธีหลัก และคู่ read ปัจจุบัน /riːd/ กับ read อดีต /red/ อยู่ในสองวิธีแรก
กลุ่ม oo มีเคล็ดเล็กน้อยที่เชื่อได้: ติดกับตัว k อ่านสั้น /ʊ/ เช่น book, look, cook, took, shook, hook นอกนั้นต้องจำเป็นกลุ่มๆ
| กลุ่ม | อ่านเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| ou | /aʊ/ | house /haʊs/, about /əˈbaʊt/, sound /saʊnd/, mouth /maʊθ/ |
| ou | /ʌ/ | country /ˈkʌntri/, young /jʌŋ/, touch /tʌtʃ/, couple /ˈkʌpl/, trouble /ˈtrʌbl/ |
| ou | /uː/ | group /ɡruːp/, soup /suːp/, through /θruː/ |
| ou | /ʊ/ | could /kʊd/, would /wʊd/, should /ʃʊd/ |
| ow | /aʊ/ | now /naʊ/, how /haʊ/, down /daʊn/, town /taʊn/ |
| ow | /əʊ/ | know /nəʊ/, show /ʃəʊ/, window /ˈwɪndəʊ/, yellow /ˈjeləʊ/, follow /ˈfɒləʊ/ |
| ai | /eɪ/ | rain /reɪn/, train /treɪn/, wait /weɪt/, main /meɪn/ |
| ay | /eɪ/ | day /deɪ/, play /pleɪ/, stay /steɪ/, away /əˈweɪ/ |
| -ain ไม่เน้น | /ɪn/ หรือ /ən/ | mountain /ˈmaʊntɪn/, captain /ˈkæptɪn/, certain /ˈsɜːtn/ |
กลุ่ม ow มีจุดพึ่งได้: อยู่ท้ายคำสองพยางค์มักเป็น /əʊ/ เช่น window, yellow, follow, tomorrow, borrow คำหนึ่งพยางค์แบ่งครึ่ง now กับ how ฝั่งหนึ่ง know กับ show อีกฝั่ง
คู่ ai กับ ay แบ่งงานตามตำแหน่ง: ai อยู่กลางคำ ay อยู่ท้าย ทั้งคู่อ่าน /eɪ/ ข้อยกเว้นที่ควรจำเพราะใช้ทุกวันคือ said /sed/ กับ says /sez/
กลุ่ม ough จุดที่ต้องท่อง
กลุ่ม ough ไม่มีกฎ มีวิธีอ่านหกแบบขึ้นไป และตัวหนังสือไม่บอกอะไรให้เลือก วิธีเดียวคือท่องทีละคำ
| คำ | การออกเสียง | ความหมาย |
|---|---|---|
| though | /ðəʊ/ | ถึงแม้ว่า |
| dough | /dəʊ/ | แป้งนวด |
| through | /θruː/ | ผ่านทะลุ |
| tough | /tʌf/ | แข็ง ทนทาน |
| rough | /rʌf/ | หยาบ ขรุขระ |
| enough | /ɪˈnʌf/ | พอ |
| cough | /kɒf/ | ไอ |
| thought | /θɔːt/ | ความคิด คิดแล้ว |
| bought | /bɔːt/ | ซื้อแล้ว |
| bough | /baʊ/ | กิ่งไม้ใหญ่ |
| thorough | /ˈθʌrə/ | ละเอียดถี่ถ้วน |
| borough | /ˈbʌrə/ | เขต โซนปกครอง |
การปลอบใจเดียวคือรายการนี้สั้นและปิดแล้ว จะไม่มีคำใหม่เข้ามาอีก ถ้าคุณอยากรู้ทำไมกลุ่มสี่ตัวอักษรถึงออกเสียงได้หลายแบบขนาดนั้น ส่วนประวัติศาสตร์อยู่ใน บทความเรื่องตัวอักษรเงียบ
ท้าย -ed กับท้าย -s อ่านตามเสียงข้างหน้า
ท้ายสองแบบนี้ถูกมองข้าม เพราะไม่เปลี่ยนความหมายของคำ แต่เป็นจุดที่ภาษาอังกฤษซ่อนกาลและพจนานุกรม และคนไทยมักกลืนทั้งสอง
สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับท้าย -ed: วิธีอ่านขึ้นกับ เสียง ข้างหน้า ไม่ใช่ตัวอักษร มีแค่เมื่อคำกริยาลงท้ายด้วยเสียง /t/ หรือ /d/ ท้าย -ed ถึงจะเป็นพยางค์แยก /ɪd/ ที่เหลือทั้งหมด เป็นแค่พยัญชนะติดท้าย
| อ่านเป็น | เมื่อเสียงท้ายของคำกริยาเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| /ɪd/ | /t/ หรือ /d/ | wanted /ˈwɒntɪd/, needed /ˈniːdɪd/, decided /dɪˈsaɪdɪd/, started /ˈstɑːtɪd/, visited /ˈvɪzɪtɪd/ |
| /t/ | เสียงไม่มีลม ที่ไม่ใช่ /t/: /p f k s ʃ tʃ θ/ | stopped /stɒpt/, worked /wɜːkt/, watched /wɒtʃt/, finished /ˈfɪnɪʃt/, laughed /lɑːft/, asked /ɑːskt/ |
| /d/ | เสียงมีลม ที่ไม่ใช่ /d/ รวมสระด้วย | played /pleɪd/, called /kɔːld/, opened /ˈəʊpənd/, listened /ˈlɪsnd/, arrived /əˈraɪvd/, changed /tʃeɪndʒd/ |
ตัวหนังสือหลอกค่อนข้างมากตรงนี้ คำ laughed ลงท้าย ed แต่เสียงข้างหน้าเป็น /f/ จึงเป็น /lɑːft/ คำ liked มีตัว e ตรงกลางแต่ไม่มีเสียงตรงนั้น /laɪkt/ หนึ่งพยางค์ ทางกลับกัน นิสัยใส่ /ɪd/ ให้ทุกคำกริยาทำให้ worked ถูกอ่านเป็นสองพยางค์ และคนฟังต้องหยุดเดาว่าคุณเพิ่งพูดคำอะไร
ท้าย -s แบ่งสามตาม logic เดียวกัน
| อ่านเป็น | เมื่อเสียงท้ายของคำเป็น | ตัวอย่างพร้อมการออกเสียง |
|---|---|---|
| /ɪz/ | เสียง hiss: /s z ʃ ʒ tʃ dʒ/ | buses /ˈbʌsɪz/, boxes /ˈbɒksɪz/, watches /ˈwɒtʃɪz/, pages /ˈpeɪdʒɪz/, dishes /ˈdɪʃɪz/ |
| /s/ | เสียงไม่มีลม: /p t k f θ/ | books /bʊks/, cats /kæts/, maps /mæps/, months /mʌnθs/, stops /stɒps/ |
| /z/ | เสียงมีลมและสระ | dogs /dɒɡz/, pens /penz/, keys /kiːz/, jobs /dʒɒbz/, girls /ɡɜːlz/ |
ตอนฟัง นี่คือจุดที่ข้อมูลหายมากที่สุด ประโยค "He works here" กับประโยค "He worked here" ต่างกันแค่พยัญชนะท้าย /s/ กับ /t/ และทั้งคู่เบามาก หูที่ยังไม่ชินจับพยัญชนะท้าย สัญญาณเวลาของทั้งประโยคก็หายไป คุณเข้าใจเนื้อหาถูกแต่ผิดช่วงเวลา
คำที่ตัวหนังสือหลอก
ยังมีกลุ่มคำที่ไม่มีกฎไหนช่วยได้ เพราะการเขียนกับการอ่านห่างกันไปไกล แย่ตรงที่หลายคำในกลุ่มนี้เป็นคำใช้ทุกวัน
ส่วนใหญ่มีกลไกร่วมกัน ไม่ใช่สุ่มล้วนๆ: พยางค์ที่ไม่เน้นอยู่กลางคำหลุดไปตอนพูด comfortable หลุดพยางค์ที่สอง vegetable หลุดพยางค์ที่สาม chocolate กับ interesting ก็เช่นกัน
| คำ | การออกเสียง | ความหมาย | จุดที่หลอก |
|---|---|---|---|
| Wednesday | /ˈwenzdeɪ/ | วันพุธ | ตัว d ตรงกลางหายไปหมด |
| comfortable | /ˈkʌmftəbl/ | สบาย | สามพยางค์ ไม่ใช่สี่ |
| vegetable | /ˈvedʒtəbl/ | ผัก | พยางค์ ge ตรงกลางหลุดไป |
| chocolate | /ˈtʃɒklət/ | ช็อกโกแลต | สองพยางค์ ไม่ใช่สาม |
| business | /ˈbɪznəs/ | งาน ธุรกิจ | สองพยางค์ ตัว i ตัวที่สองไม่ออกเสียง |
| interesting | /ˈɪntrəstɪŋ/ | น่าสนใจ | สามพยางค์ stress อยู่ต้นคำ |
| restaurant | /ˈrestrɒnt/ | ร้านอาหาร | au ตรงกลางแทบหายไป |
| February | /ˈfebruəri/ | เดือนกุมภาพันธ์ | ตัว r ตัวแรกมักถูกตัดเวลาพูดเร็ว |
| Tuesday | /ˈtjuːzdeɪ/ | วันอังคาร | ขึ้นต้นด้วย /tj/ สำเนียงอเมริกันอ่าน /ˈtuːzdeɪ/ |
| colonel | /ˈkɜːnl/ | พันเอก | อ่านเหมือน kernel ไม่มีเสียง /l/ ตรงกลาง |
| iron | /ˈaɪən/ | เหล็ก เตารีด | ตัว r ไม่ออกเสียงในสำเนียงอังกฤษแบบอังกฤษ |
| clothes | /kləʊðz/ | เสื้อผ้า | ฟังแทบซ้ำกับ close |
| cupboard | /ˈkʌbəd/ | ตู้เก็บจาน | ตัว p เงียบ สองคำเก่าติดกัน |
| salmon | /ˈsæmən/ | ปลาแซลมอน | ตัว l ไม่ออกเสียง |
| choir | /ˈkwaɪə/ | วงนักร้องประสานเสียง | กลุ่ม ch อ่านเป็น /kw/ |
| suite | /swiːt/ | ชุดห้อง ชุด | เสียงซ้ำกับ sweet |
Wednesday, colonel กับ iron เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ทิ้งไว้ ไม่มีกลไกเดาได้ ถ้างานของคุณต้องอ่านชื่อหรือที่อยู่อีเมลทางโทรศัพท์ ชื่อเรียกของแต่ละตัวอักษรเป็นเรื่องอีกอย่าง และ บทความตารางตัวอักษรภาษาอังกฤษ มีส่วนนั้นพร้อมตาราง NATO
เดาเสร็จก็ต้องฟังถึงจะรู้ว่าถูก
กฎทั้งหมดด้านบนให้สมมติฐานว่าคำหนึ่งจะดังยังไง และมีแค่หูที่ยืนยันสมมติฐานนั้นได้
จุดอันตรายที่สุดคือคำที่คุณอ่านมาหลายปีแต่ไม่เคยได้ยินใครอ่าน ในหัวคุณมันมีการออกเสียงหนึ่งแบบ สร้างจากตัวหนังสือตอนเพิ่งเรียน แล้วนอนอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครแก้ เพราะคุณไม่ได้พูดมันออกมา พอคำนั้นโผล่ในประโยคพูดปกติ คุณฟังผ่านโดยไม่รู้จักคำที่ตัวเองเข้าใจความหมายชัด
ฟังจดการสะกด หาเจอคำพวกนั้นพอดี เพราะมันบังคับให้คุณเขียนสิ่งที่คิดว่าเพิ่งได้ยิน ช่องว่างระหว่างที่คุณจดกับ transcript จริงคือรายการคำที่อยู่ผิดในหัวคุณ
ตัวอย่างชัดๆ ประโยค audio มีคำ comfortable คุณได้ยินสามพยางค์ไปเร็วมาก แล้วจดเป็น comftable หรือเว้นว่างเพราะไม่ทัน เปิด transcript แล้วเห็นว่าเป็น comfortable ตรงนั้นเลยคุณรู้ว่าวิธีอ่านสี่พยางค์ที่ใช้เงียบๆ มาหลายปีเป็นของที่คุณแต่งเอง
อีกตัวอย่างอยู่ในส่วนท้าย -ed ประโยค "He asked me last week" พูดตามธรรมชาติ กลุ่ม /skt/ ติดกับ /m/ และส่วนท้ายแทบหายไป คุณจึงจดเป็น "He ask me last week" ดู transcript อีกทีเห็น ed อยู่ตรงนั้น และครั้งหน้าหูคุณเริ่มรอมัน ทำซ้ำสองสามครั้ง reflex เปลี่ยน ไม่ต้องท่องกฎเพิ่ม
คลัง podcast บน WELE มี transcript ติดทุกประโยค วงฟังแล้วจดแล้วเทียบทำได้เลย ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มระดับไหน แบบทดสอบระดับการฟัง ใช้เวลาไม่กี่นาที ส่วน ขั้นตอนห้าขั้น อธิบายวิธีจดหนึ่งช่วงให้ได้ผล
คำถามที่พบบ่อย
เรียนกฎอ่านพอจะออกเสียงได้มาตรฐานไหม?
ไม่พอ กฎบอกว่าคำหนึ่งควรดังยังไง ส่วนการให้ปากสร้างเสียงนั้นได้เป็นทักษะอื่น ขึ้นกับตำแหน่งลิ้น รูปปาก และลมหายใจ สองอย่างเสริมกัน ไม่แทนกัน และส่วนสร้างเสียงอยู่ใน บทความออกเสียงภาษาอังกฤษ
ทำไมรู้ความหมายของคำแล้วฟังยังไม่ออก?
มักเพราะวิธีอ่านในหัวคุณต่างจากเสียงจริงของคำ หรือเพราะ stress ที่คุณใส่ผิดจุด รูปเสียงของคำเลยเพี้ยน คำศัพท์ที่เรียนผ่านตาเก็บในรูปตัวหนังสือ แต่ตอนฟังคุณต้องการในรูปเสียง
ควรดู IPA หรือฟังพจนานุกรมอ่านตัวอย่าง?
ทำทั้งสองอย่างในครั้งเดียวที่เปิดดู Cambridge Dictionary กับ Oxford Learner Dictionaries มีการออกเสียงพร้อม audio ทั้งสำเนียงอังกฤษและอเมริกัน อยากฟังคำนั้นในประโยคพูดจริง Youglish กับ Forvo สะดวกกว่า
ควรตามสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกัน?
เลือกสำเนียงหนึ่งฝึกพูดแล้วให้สม่ำเสมอ แต่ตอนฟังต้องคุ้นทั้งสอง เพราะคุณเลือกคนคุยด้วยไม่ได้ สามจุดที่ต่างชัดที่สุดคือตัว r ท้ายคำ สระใน class หรือ dance และตัว t ระหว่างสองสระใน water หรือ better
เด็กเจ้าของภาษาเรียนกฎพวกนี้ไหม?
เรียน ในโรงเรียนประถมเด็กเรียน phonics ซึ่งเป็นกลุ่มกฎเดียวกับในบทความ ความต่างอยู่ที่ทิศทาง: เด็กมีเสียงในหัวอยู่แล้ว กำลังเรียนวิธีเขียนเสียงนั้น ส่วนคุณเดินย้อนกลับ จากตัวหนังสือสร้างเสียงขึ้นมา นั่นคือเหตุผลที่ขั้นฟังข้ามไม่ได้
วิธีใช้บทความนี้ที่สมเหตุสมผลที่สุดคือวางไว้ข้างจุดที่คุณอ่านภาษาอังกฤษทุกวัน: เจอคำแปลกๆ ให้เดาตามกฎก่อน แล้วฟังครั้งหนึ่งเพื่อยืนยัน ทำแบบนี้สองสามสัปดาห์ จำนวนคำที่อยู่ผิดในหัวคุณจะลดลง เรียนคำศัพท์ในบริบท ทำให้ขั้นยืนยันนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติมากกว่านั่งเปิดดูทีละคำ