ประสบการณ์ IELTS Listening 9.0 ด้วยการฟังถอดความกับ WELE

ครั้งก่อนผมเคยแชร์วิธีใช้ WELE เพื่อเพิ่มทักษะ Listening วันนี้ผมเพิ่งได้คะแนนสอบ IELTS ครั้งที่สอง และโชคดีที่ทำ target ได้ โพสต์วันนี้ผมจะแชร์แผนการเรียนแบบละเอียดที่ทำให้ผมได้คะแนน Listening ถึงระดับปัจจุบัน หวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนยังคงเชื่อมั่นใน WELE
I. ภาพรวม
สิงหาคม 2019: ผมเรียนคอร์ส IELTS ของเพื่อนคนหนึ่ง ตอนนั้นสอบได้ overall 6.5 ทักษะฟัง 7.0 (ผมฝึกฟังด้วยวิธี dictation)
ธันวาคม 2024: ผมเรียนด้วยตัวเองทั้งหมด overall 8.0 ทักษะฟัง 9.0 (ผมฝึกฟังด้วย dictation ฟัง podcasts และนิยายภาษาอังกฤษ)
II. แผนการเรียนแบบละเอียด
1. เรียนภาษาอังกฤษเองที่มหาวิทยาลัย และ ... ล้มเหลว
ผมเป็นเด็กสายวิทย์ ระดับภาษาอังกฤษก็พอใช้ได้ประมาณ 6–7 ตลอดม.ต้น ม.ปลาย (สมัยผมเรียนแค่ไวยากรณ์ ครูเปิดวิทยุให้ฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษสักไม่กี่ช่วง แต่ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไร =))) พอขึ้นมหาวิทยาลัย บางส่วนก็ยังไม่มีรีวิวคุณภาพดีๆ แบบตอนนี้ อีกส่วนหนึ่งคือผมดื้ออยากเรียนภาษาอังกฤษเอง แต่เพราะขี้เกียจ ผลที่ได้ตลอดหลายปีก็มีแค่การออกเสียงภาษาอังกฤษ =))
ประมาณปี 3–4 มหาวิทยาลัย ผมรู้จัก WELE แล้ว ตอนนั้น WELE ยังไม่มีเครื่องมือเจ๋งๆ แบบตอนนี้ แต่ทีมแอดมิน WELE ที่ใจดีมากๆ ให้กำลังใจให้ผม dictation แล้วส่งเป็นไฟล์ word ไปที่อีเมลกลางของ WELE แต่ตอนนั้นทักษะฟังของผมแย่มาก ฟัง Spotlight แล้วฟังไม่จบสักบทเลย เลยใช้เวลาถึง 2 ปี ถึงจะส่ง 25 บท Spotlight ให้ WELE ได้
(นั่นก็ต้องขอบคุณพี่ๆ แอดมินที่น่ารักมาก + ขยันทักมาให้กำลังใจ ผมถึงส่งได้เท่านั้น)
2. สมัครเรียนคอร์ส IELTS แต่ระดับภาษาอังกฤษยัง .... แย่มาก
หลังจบมหาวิทยาลัย ผมอยากไปทำงานที่ศูนย์ภาษาอังกฤษ เลยต้องไปเรียนเพื่อสอบใบรับรอง ตอนนั้นผมไร้เดียงสามาก (หรือพูดตรงๆ คือ stupid โง่ =))) คิดว่า IELTS 6.5 หรือ 7.0 ต้องใช้ภาษาอังกฤษได้แบบสุดๆ แบบดูหนังไม่ต้องมีซับ อะไรแบบนั้น สมัครเรียนคอร์ส IELTS แล้วทำแต่ฝึกข้อสอบทั้งวัน (ผมเกลียดฝึกข้อสอบอีก) ฟัง Part 1 ยังพอได้ พอ Part 2, 3, 4 ก็เงียบเลย แต่เสียดายเงินที่จ่ายไป เลยพยายามเรียนจบคอร์ส บวกกับที่ผมได้ยินเรื่องประโยชน์ของวิธี dictation มาก ผมเลยตัดสินใจว่าข้อสอบที่ต้องฝึก จะ dictation ทั้งหมด ผลคือผมเรียนในห้องเดียวกับเพื่อนอีก 5 คน ผมได้ 6.5 overall ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ ประมาณ 5.0, 5.5 อะไรแบบนั้น
3. ไปด้วยกันกับ WELE
สิงหาคม 2019 ผมรู้คะแนน IELTS ได้ Listening 7.0 เลย และตระหนักว่า .... ระดับภาษาอังกฤษของผมยังแย่มากๆ ดูหนังไม่เข้าใจ อ่านซับแล้วก็ยังไม่เข้าใจ คำศัพท์ใหม่ก็น้อยมากๆ ผมรู้สึกว่าหลงทางในเส้นทางเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ ...
โชคดีที่มีพี่ๆ แอดมิน WELE ที่น่ารักให้กำลังใจ ผมทำ milestone dictation 25 บทเสร็จในเดือนธันวาคม 2019 ... แล้วตอนนั้นพี่ Hiếu ทักมาชวนทำแอดมิน โอ้ ตอนนั้นผมดีใจมาก แม้ผมบอกพี่ว่าระดับภาษาอังกฤษของน้องแย่มาก ไม่รู้จะทำแอดมินได้ไหม แต่พี่ให้กำลังใจว่าแรกๆ ทำงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษมากก่อน แล้วค่อยยกระดับทีหลัง เลยผูกพันกับทีมแอดมิน WELE มาตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เป็นเส้นทางยาวและมีความหมาย
ตั้งแต่ธันวาคม 2021 – พ.ย. 2023 (หลังจากนั้นผมส่งต่อให้น้องสาว) ผมเริ่มเขียนบทนำ Spotlight ให้ WELE ช่วงนั้นผมดู script ของบทฟังอย่างละเอียด ไล่หาทุกคำที่ไม่เข้าใจ (ถ้าเจอวลียาก ผมทักในกลุ่มแอดมิน ขอพี่ๆ อธิบาย) ผมก็สอนน้องสาวฟังบท Spotlight ด้วย ให้น้องแปลแล้วเอามาให้ผมตรวจ นอกจากนี้ผมยัง dictation บน WELE ต่อ (ผมฟัง Spotlight ได้ประมาณ 90% แล้วค่อยเปลี่ยนไปบทอื่น English at work, 6 minute English, TED ฯลฯ) ด้วยวิธีนี้ ทักษะฟังของผมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถึงตอนที่ผม dictation ได้ 230 บทฟังบน WELE ผมเริ่มกลับไปฟังบท 6ME รอบที่สอง ตอนนี้ผมเร่งความเร็วฟังเป็น 1.5 เท่า
ถึงตอนที่ผมทำครบ 240 บทฟัง ผมทำข้อสอบ CAM listening ที่บ้านได้ประมาณ 7.0–8.0 แล้ว
4. ปัจจัยอื่นๆ
มีคำกล่าวที่ดังมากในภาษาอังกฤษ "If you want to go fast, go alone. If you want to go far, go together." ผมมีคนที่ไปด้วยกันเยอะมากระหว่างเรียนภาษาอังกฤษ อันดับแรกคือ WELE อันที่สองคือเพื่อนร่วมงาน อันที่สามคือน้องสาว อันที่สี่คือนักเรียนที่ผมสอน กับเพื่อนร่วมงาน เราสองคนมีระดับตอนเริ่มเท่ากัน (ไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน) เลยเรียนคำศัพท์จาก English Vocabulary In Use เรียนไวยากรณ์จาก English Grammar In Use ฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยกัน ส่งงานให้กันทุกวันเพื่อสร้างวินัยเรียนภาษาอังกฤษ ฯลฯ นอกจากนี้ผมสอนน้องสาวและนักเรียนอีกไม่กี่คน ระดับภาษาอังกฤษของผมก็ดีขึ้นผ่านกิจกรรมพวกนั้นด้วย
ผมชอบ Harry Potter เลยหลังอ่านนิยายภาษาอังกฤษแล้ว ก็ฟัง audio ส่วนที่ชอบซ้ำๆ เป็นภาษาอังกฤษอีก นอกจากนี้ผมชอบฟัง podcasts ภาษาอังกฤษ สิ่งนั้นก็ช่วยผมได้มาก (หมายเหตุ: ผมทำกิจกรรมพวกนี้ก็ต่อเมื่อคะแนนบท dictation 6ME, English at work, TED ของผมอยู่ที่ 85–95% ตอนที่ผมฟัง Spotlight ผมฟัง podcasts ภาษาอังกฤษไม่ได้ — อยากฟังแต่ฟังแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย =]] )
แน่นอนว่าช่วงฝึกข้อสอบก็ข้ามไม่ได้ แต่เวลาฝึกข้อสอบของผมมีแค่ 1/10 ของเวลา dictation + podcasts อะไรพวกนั้น =)))
5. สรุป
WELE เป็นเครื่องมือฝึกฟัง การเรียนทักษะอื่นต้องหาแหล่งเรียนเพิ่ม แต่การเรียนภาษาอังกฤษมักมาจากการ เชี่ยวชาญทักษะ input (ฟัง, อ่าน) ก่อน ถึงจะเรียน ทักษะ output (พูด, เขียน) ได้ ผมหวังว่าบทความนี้จะให้มุมมองที่ละเอียดขึ้นเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษ
ขอให้ทุกคนหาความสุขในการเรียนภาษาอังกฤษกับ WELE นะ! แล้วเจอกันในบทความแชร์ครั้งหน้า!


ลิงก์ต้นฉบับ: https://www.facebook.com/groups/welelearn/posts/3448246028642770
บทความอื่นเกี่ยวกับครู Vương Thị Hoa